วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

รถไฟไทย2

นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เหตุการณ์ทางด้านการเมือง สืบเนื่องมาจากนโยบายขยายอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส แผ่มาครอบคลุมบริเวณเหลมอินโดจีน พระองค์ท่านทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมโดยเส้นทางรถไฟ เพราะการใช้แต่ทางเกวียนและแม่น้ำลำคลองเป็นพื้นนั้น ไม่เพียงพอแก่การบำรุงรักษาพระราชอาณาเขต ราษฎรที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมีจิตใจโน้มเอียงไปทางประเทศใกล้เคียง สมควรที่จะสร้างทางรถไฟขึ้นในประเทศเพื่อติดต่อกับมณฑลชายแดนก่อนอื่น ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การปกครอง ตรวจตราป้องกันการรุกรานเป็นการเปิดภูมิประเทศให้ประชาชนพลเมืองเข้าบุกเบิกพื้นที่ รกร้างว่างเปล่า ให้เป็นประโยชน์ทางเศรษกิจของประเทศ และจะเป็นเส้นทางขนส่งผู้โดยสารและสินค้าไปมาถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้นในปี พ.ศ.2430 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์แอนดรู คลาก และบริษัทปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟจาก กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ และมีทางแยกตั้งแต่เมืองสระบุรี - เมืองนครราชสีมาสายหนึ่ง จากเมืองอุตรดิตถ์ - ตำบลท่าเดื่อริมฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่ง และจากเมืองเชียงใหม่ไปยังเชียงราย เชียงแสนหลวงอีกสายหนึ่ง โดยทำการสำรวจให้แล้วเสร็จเป็นตอน ๆ รวม 8 ตอน ในราคาค่าจ้างโดยเฉลี่ยไม่เกินไมล์ละ 100 ปอนด์ ทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2430



เมื่อได้สำรวจแนวทางต่าง ๆ แล้ว รัฐบาลพิจารณาเห็นว่าจุดแรกที่สมควรจะสร้างทางรถไฟเชื่อมกับเมืองหลวงของไทยก่อนอื่น คือ นครราชสีมา ดังนั้นในเดือนตุลาคม 2433 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการ มีพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และนาย เค. เบ็ทเก ( K. Bethge ) ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟ พร้อมกันนั้นได้เปิดประมูลสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ - นครราชสีมา เป็นสายแรก ณ ที่ทำการรถไฟกรุงเทพ ปรากฏว่า มิสเตอร์ จี มูเร แคมป์เบล แห่งอังกฤษ เป็นผู้คำประกันประมูลได้ในราคาต่ำสุด โดยเสนอราคาเป็นเงิน 9,956,164 บาท

    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิ-การว่าจ้าง มิสเตอร์ จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯถึงนครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราช ดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มการ สร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 ซึ่งปัจจุบัน การรถไฟฯ ได้สร้างอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต และเพื่อน้อมรำลึกถึง พระกรุณาธิคุณ
ในปี พ.ศ.2439 การก่อสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ - นครราชสีมา สำเร็จบางส่วนพอที่จะเปิดการเดินรถได้ ดังนั้น ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟ ระหว่าง สถานีกรุงเทพ - อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร และเปิดให้ประชาชนเดินทางไปมาระหว่าง กรุงเทพ - อยุธยา ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม
พ.ศ.2439 เป็นต้นไป ในระยะแรกเดินขบวนรถขึ้นล่องวันละ 4 ขบวน มีสถานีรวม 9 สถานี คือ สถานีกรุงเทพ บางซื่อ หลักสี่ หลักหก คลองรังสิต เชียงราก เชียงรากน้อย บางปะอิน และกรุงเก่า ซึ่งการรถไฟฯ ได้ถือเอา " วันที่ 26 มีนาคม " เป็น วันสถาปนากิจการรถไฟ สืบมาจนถึงปัจจุบัน
    ต่อจากนั้นก็ได้เปิดการเดินรถต่อไปอีกเป็นระยะ ๆ จากอยุธยา ถึง แก่งคอย มวกเหล็ก ปากช่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2443 การ สร้างทางรถไฟสายนครราชาสีมา ได้เสร็จเรียบร้อย และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรง เปิดการเดินรถสายนี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2443 รวมระยะทางจาก กรุงเทพ - นครราชสีมา ทั้งสิ้น 265 กิโลเมตร สิ้นเงินในการ ก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ 17,585,000 บาท



เส้นทางรถไฟสายเหนือ


     การสร้างทางรถไฟสายเหนือนั้น เริ่มต้นจากสถานีชุมทางบ้านภาชี ไปจนถึงสถานีเชียงใหม่ โดยแยกจากทางรถไฟ สายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา ทางสายนี้ เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร เช่นเดียวกัน ซึ่งลักษณะการก่อสร้างนั้น ได้ดำเนินการมาเป็นตอนๆ และทดลองเปิดการเดินรถ เป็นระยะๆ เรื่อยมา ดังต่อไปนี้

ช่วงแรก    ระหว่าง ชุมทางบ้านภาชี - ลพบุรี ระยะทาง 43 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2444

ช่วงที่สอง    ระหว่าง ลพบุรี - ปากน้ำโพ ระยะทาง 117 กิโลเมตร
โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทำพิธี เปิดการเดินรถสายเหนือ ที่สถานีชุมทางบ้านภาชี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2488
ช่วงที่สาม    ระหว่าง ปากน้ำโพ - พิษณุโลก ระยะทาง 139 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2450


ช่วงที่สี่    ระหว่าง พิษณุโลก - ชุมทางบ้านดารา ระยะทาง 69 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451

ช่วงที่ห้า    ระหว่าง ชุมทางบ้านดารา - ปางต้นผึ้ง ระยะทาง 51 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2452
ช่วงที่หก    ระหว่าง ปางต้นผึ้ง - แม่พวก ระยะทาง 19 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2454

ช่วงที่เจ็ด    ระหว่าง แม่พวก - ปากปาน ระยะทาง 10 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455

ช่วงที่แปด    ระหว่าง ปากปาน - ห้วยแม่ต้า ระยะทาง 13 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2456

ช่วงที่เก้า    ระหว่าง ห้วยแม่ต้า - บ้านปิน ระยะทาง 13 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2457

ช่วงที่สิบ    ระหว่าง บ้านปิน - ผาคอ ระยะทาง 17 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2458

ช่วงที่สิบเอ็ด    ระหว่าง ผาคอ - แม่จาง ระยะทาง 19 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2458

ช่วงที่สิบสอง    ระหว่าง แม่จาง - นครลำปาง ระยะทาง 42 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459

ช่วงที่สิบสาม    ระหว่าง นครลำปาง - ปางหัวพง ระยะทาง 33 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2459

ช่วงที่สิบสี่    ระหว่าง ปางหัวพง - ปางยาง ระยะทาง 4 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2461

ช่วงที่สิบห้า    ระหว่าง ปางยาง - อุโมงค์ขุนตาน - เชียงใหม่ ระยะทาง 72 กิโลเมตร
เปิดเดินรถเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2469





ความคิดเห็นที่ 6
ก่อน.. รถออกให้บริการจะต้องมีการตรวจสอบสภาพหัวรถจักร

เพื่อไปลากตู้โดยสาร.   บางคนชอบติดคำว่า โบกี้   โบกี้ คือล้อรถไฟ ที่อยู่ใต้ตู้โดยสาร  ตู้สินค้า

นั้นละเรียกว่าโบกี้.    

แต่คนไทยก็เรียกไปขึ้นรถไฟ โบกี้ที่  8    9    10   กันทั้งนั้นละ.





ยกหัว  ยกตั้งคันเพื่อตรวจระบบไฟฟ้า ระบบล้อ..  

ถ้าพวกซุปเปอร์ไซย่าตกงานไม่มีศัตรูแล้ว  ก็คงต้องมารับยกพวกนี้ละ   ไม่งั้นเค้าจะหาว่าเกาะเมียกิน

ความคิดเห็นที่ 7
พร้อมแล้วออกจาก  โรงหัวรถจักร ไปยังหัวลำโพง..







แล้วหัวรถจักร  ก็มาเชื่อมเข้ากับขบวนรถที่อยู่ที่ สถานีรถไฟกรุงเทพ  แต่เราจะเรียกว่าหัวลำโพง

ความคิดเห็นที่ 8
หัวรถจักร U 20  ของการรถไฟ ใช้ลากตู้คอนเทรนเนอร์



รถไฟส่วนตัว  ของ บ. tpi pL    ของคุณประชัย   ปีนี้รถไฟขบวนนี้คง พาเราไปที่ 4  บาท






เครื่องยนต์ของหัวรถจัก   ที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ คันสีส้ม
ความคิดเห็นที่ 9
อายุ  มากแล้ว  แต่ก็ยังวิ่งได้





ความคิดเห็นที่ 10
ติดตามครับ แต่ตอนสร้างครั้งแรกเราสร้างรางที่ 1.435 เมตร แล้วเราลดขนาดรางลงทำไมครับ แล้วตอนนี้จะขยายออกไปขนาดเดิมอีก แสดงว่าบรรพบุรุษเราวางระบบไว้ดีแล้วรึเปล่าครับ
ความคิดเห็นที่ 11
ท่าทางจะยาว

บุคมาร์คไว้ก่อน ว่างๆค่อยมาอ่าน
ความคิดเห็นที่ 12




พร้อม ให้บริการ  ...  ทุกเส้นทาง  เหนือ ใต้   ออก   ตก



ความคิดเห็นที่ 13











ตามกฏแล้ว...   รถไฟวิ่งบนราง

รถไฟชนรถ   รถโดนรถไฟชนบนราง 

รถไฟจะไม่มีความผิดทุกกรณี...

       แต่ ๆๆ



เวลา นักข่าว   พาดหัวข่าว

จะพาดหัวข่าวเอามัน  ขายสำนวนข่าว  พาดว่า

มาเหล็กขยี้รถกระบะตายยกครัว 

รถด่วน  ..ชนสนั่นหกล้อ ตกราง
ความคิดเห็นที่ 14
ท่านชายหารูปเก่งจัง
ความคิดเห็นที่ 15
รถช่วยงาน  ทุกหน่วย..





รถตรวจทาง   ตรวจสอบเส้นทางต่างๆ ว่ามีความปลอดภัยเดินรถได้หรือไม่

ความคิดเห็นที่ 16
หัวรถจักร ดีเซล ไฟฟ้า..     ทดสอบครั้งสุดท้ายก่อนออกให้บริการ.

ดีเซลไฟฟ้า  คือใช้น้ำมันดีเซลมาสร้างเป็นพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลือน






ความคิดเห็นที่ 17
การขนย้าย   กำลังทหารทางรถไฟ


ยังมีความจำเป็น

เช่น การส่งออกไปรับศึกที่ชายแดน กรณีถูกโจมตี


แล้วต้องการ  ทหารม้าไปช่วย  

ทหารม้าสมัยนี้ ก็ คือ  รุถถัง


ส่วนทหารม้าจริงๆ ตอนนี้ คือ มีอยู่ 1 กองพัน  ใช้ในการสวนสนามถวาพระพร ให้กับ ในพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว




ถ้าเราต้องส่งกองทัพออกไปยึดประเทศข้าศึก  การย้ายกำลังด้วยรถไฟ ไปได้เร็วสะดวก

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ  ว่ารถไฟไทย มีเครือข่ายไปรองรับหรือไปวางกำลังไว้ใกล้ประเทศที่เราจะยึดครองได้เพียงใด.

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2561

วิชา คอม

รายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 
        ศึกษาหลักการทำงาน และบทบาทของคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการอำนวยความสะดวกในกิจกรรมต่างๆ และประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน อภิปรายลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการทำงาน ความแม่นยำ และการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และเปรียบเทียบความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และมีความเหมาะสมในการใช้งาน 
        โดยใช้กระบวนการการทำงาน กระบวนการสืบค้น กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล การเรียนรู้ การสื่อสาร การแก้ปัญหา และการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณธรรม 
1.หน้าที่ชาวพุทธ
หน้าที่ชาวพุทธประการหนึ่งก็คือ ต้องมีความรู้ความเข้าใจหน้าที่และบทบาทของภิกษุ ทั้งนี้เพื่อจะได้ปฏิบัติตนต่อท่านได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
1.1 หน้าที่และบทบาทของภิกษุสามเณร
เมื่อกุลบุตรผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบทแล้ว บทบาทและหน้าที่หลักเบื้องต้น ที่จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเหมือนกันในฐานะพระภิกษุสามเณรคือการศึกษาตามหลักไตรสิขา กล่าวคือ
1.ศีล จะต้องศึกษาพระวินัยแต่ละสิกขาบท ข้อวัตรปฏิบัติ ธรรมเนียมมารยาทต่างๆ ให้เข้าใจเพื่อจะได้สำรวมระวังและปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ ไม่ไห้เกิดโทษในทางวินัย
2. สมาธิ จะต้องศึกษาวิธีการเพิ่มพูนสมาธิ และหมั่นฝึกหัดขัดเกลาอบรมจิตใจให้เกิดความสงบเยือกเย็นมากขึ้นโดยลำดับ มีความหนักแน่นมั่นคง มีความละเอียดอ่อนเพื่อเป็นฐานคิดพิจารณาธรรมขั้นสูง และเพื่อให้สามรถใช้อำนาจแห่งสมาธิขจัดอุปสรรคทางความคิดที่เรียกว่า นิวรณ์ อันได้แก่ ความพอใจรักใคร่ในกามต่างๆ ซึ่งมักจะเกิดในใจคอยขัดขวางมิให้บรรลุความดี
3.ปัญญา จะต้องศึกษาเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพความคิดในการพิจารณาให้เข้าใจถึงความแท้ของสรรพสิ่ง และเพื่อใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือในการขจัดสาเหตุของความทุกข์ทั้งปวงโดยลำดับ จนกว่าจะบรรลุถึงภาวะแห่งความบริสุทธิ์ขั้นสูงสุด กล่าวคือ พระนิพพาน
การให้อบรมสั่งสอนด้วยการเผยแผ่พุทธธรรมในรูปแบบต่างๆ สู่สังคมถือเป็นบทบาทและหน้าที่หลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งของพระภิกษุสามเณร ซึ่งถือได้ว่าเป็นการให้คืนแก่สังคมอีกรูปแบบหนึ่ง สังคมต้องพึ่งพาการแนะนำพร่ำสอนจากพระภิกษุสามเณร ทั้งนี้พระภิกษุสามเณรให้ทำหน้าที่ตามบทบาทต่างๆ ดังนี้


1. พระนักเทศน์ พระภิกษุสามเณรที่ได้ศึกษาตามหลักไตรสิกขา และการศึกษาในด้านพระปริยัติธรรม อันได้แก่ การศึกษาหลักพระพุทธธรรมจากพระไตรปิฎกคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ จนมีความแตกฉานชำนาญในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะนำมาแสดงหรือเผยแผ่สู่สังคม

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

  1. ด้านพฤติกรรม (ศีล) คือ
    • พฤติกรรมในความสัมพันธ์กับโลกแห่งวัตถุ ได้แก่ การใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต มีประสิทธิ ภาพในการใช้งาน ให้ดูเป็น ฟังเป็น และการบริโภคปัจจัย 4 รวมถึงการใช้ประโยชน์จากวัตถุอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเทคโน โลยีด้วยปัญญา มุ่งคุณค่าที่แท้จริง และส่งเสริมการพัฒนาชีวิต เรียกว่า กินเป็น บริโภคเป็น ใช้เป็น
    • พฤติกรรมในการสัมพันธ์กับโลกแห่งชีวิต ได้แก่ การอยู่ร่วมสังคม โดยไม่เบียดเบียน ไม่ก่อความเดือดร้อน มีความ สัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดำรงตนอยู่ในขอบเขตแห่งศีล 5 รักษากติกาสังคม กฎเกณฑ์ กฎหมาย ระเบียบแบบแผน จรรยาบรรณต่างๆ มีการให้ เผื่อแผ่ แบ่งปัน ช่วยเหลือ ให้ความสุขกับเพื่อนมนุษย์ ส่งเสริมการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม
    • พฤติกรรมในด้านอาชีพ คือ ทำมาหาเลี้ยงชีพที่เป็นสัมมาชีพ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เป็นอาชีพที่เอื้อต่อการพัฒนาชีวิตของตน ไม่ทำให้เสื่อมจากคุณความดี
  2. ด้านจิตใจ (สมาธิ) แยกได้ดังนี้
    • คุณภาพจิต ได้แก่ คุณธรรมความดีงามต่างๆ เช่น เมตตา กรุณา กตัญญูกตเวที หิริโอตตัปปะ ฯลฯ ซึ่งจะหล่อเลี้ยงจิตใจให้งอกงาม และเป็นพื้นฐานของพฤติกรรมที่ดีงาม
    • สมรรถภาพจิต ได้แก่ ความสามารถ เข้มแข็ง มั่นคง มีฉันทะ (ความใฝ่รู้ ใฝ่ดี ใฝ่ทำ) มีความเพียร (วิริยะ) ขยัน (อุตสาหะ) อดทน (ขันติ) มีสติ ควบคุมได้ สงบ มีสมาธิ ไม่ประมาท ทำให้ก้าวหน้ามั่นคงในพฤติกรรมที่ดีงามและพร้อมที่จะใช้ปัญญา
    • สุขภาพจิต ได้แก่ สภาพจิตที่ปราศจากความขุ่นมัว เศร้าหมอง เป็นจิตที่สดชื่น ร่าเริง เบิกบาน ผ่อนคลาย ผ่องใส เป็นสุข ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพกาย และทำให้พฤติกรรมที่ดีงาม มีความมั่นคง
  3. ด้านปัญญา (ปัญญา) มีการพัฒนาหลายด้าน หลายระดับ เช่น
    • ความรู้ความเข้าใจในการฟัง เล่าเรียน และรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีประสิทธิภาพ
    • รับรู้ประสบการณ์และเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
    • คิดพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ ใช้ปัญญา
    • รู้จักมอง รู้จักคิด ที่จะให้เข้าถึงความจริง และได้คุณประโยชน์ มีโยนิโสมนสิการ ที่เรียกว่า มองเป็น คิดเป็น
    • รู้จักคิดจัดการ ดำเนินการ ทำกิจให้สำเร็จ ฉลาดในวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย
    • แสวงหา คัดเลือก นำความรู้ที่มีอยู่มาเชื่อมโยงสร้างเป็นความรู้ความคิดใหม่ๆ เพื่อใช้แก้ปัญหาและสร้างสรรค์
    • รู้เท่าทันธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย รู้แจ้งความจริงของโลกและชีวิต ทำให้วางใจถูกต้องต่อทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถแก้ ปัญหาชีวิต ขจัดความทุกข์ในจิตใจของตนได้ หลุดพ้นจากความยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาอย่างแท้ จริง

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ระบบอวัยวะ

ดูบทความหลักที่ ระบบอวัยวะ
กลุ่มของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกันเรียกว่า ระบบอวัยวะ (organ system) อวัยวะในระบบเดียวกันอาจมีความสัมพันธ์ร่วมกันได้หลายทาง แต่มักจะมีลักษณะหน้าที่การทำงานเกี่ยวข้องกัน เช่น ระบบขับถ่ายประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่างที่ทำหน้าที่ร่วมกันในการผลิต เก็บ และขับปัสสาวะออก
หน้าที่ของระบบอวัยวะมักจะมีหน้าที่ทับซ้อนกัน เช่น ไฮโปทาลามัส (hypothalamus) เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ทั้งในระบบประสาท (nervous system) และระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine system) ทำให้การศึกษาทั้งสองระบบมักจะทำร่วมกันเรียกว่า ระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ (neuroendocrine system) เช่นเดียวกันกับ ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (musculoskeletal system) ซึ่งเป็นความเกี่ยวข้องกันระหว่างระบบกล้ามเนื้อ (muscular system) และ ระบบโครงกระดูก (skeletal system)

รายชื่อระบบอวัยวะหลักๆ ในร่างกายมนุษย์
ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยระบบหลักๆ 11 ระบบ
ระบบทางเดินอาหาร - การดูดซึมสารอาหาร และขับถ่ายกากอาหารออก
ระบบโครงกระดูก - เป็นโครงร่างของร่างกายและการเคลื่อนไหว ผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์
ระบบกล้ามเนื้อ - เป็นโครงร่างของร่างกายและการเคลื่อนไหว สร้างความร้อน
ระบบประสาท - เป็นศูนย์รวมและประสาทการทำงานโดยสัญญาณทางไฟฟ้าเคมี
ระบบต่อมไร้ท่อ - เป็นศูนย์รวมและประสาทการทำงานโดยฮอร์โมน
ระบบไหลเวียนโลหิต - ขนส่งสารภายในร่างกาย
ระบบหายใจ - กำจัดคาร์บอนไดออกไซด์และดูดซึมแก๊สออกซิเจน
ระบบสืบพันธุ์ - ผลิตลูกหลานเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์
ระบบปกคลุมร่างกาย - ปกคลุมร่างกายภายนอก
ระบบน้ำเหลือง - ควบคุมของเหลวในร่างกาย และทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
ระบบขับถ่ายปัสสาวะ - ขับถ่ายของเสีย และควบคุมสมดุลเกลือแร่ 
    การวางแผนครอบครัว
ความหมายการวางแผนครอบครัว 
    การ วางแผนครอบครัว คือ การที่สามีภรรยาวางแผนล่วงหน้าว่าจะมีลูกเมื่อใด มีกี่คน โดยวิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวไว้ในระยะต้องการเว้นระยะลูกให้ห่างและใช้วิธี คุมกำเนิดแบบถาวร การทำหมันเป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องคิดและตกลง กับสามี ภรรยา คิดร่วมกันไม่ใช่คนหนึ่งคนใดคิด หากเราไม่วางแผน เมื่อมีลูกแล้ว เราอาจจะไม่ได้ดูแลเขาอย่างเต็มที่ ชีวิตครอบครัวจะมีปัญหา ถ้าเราวางแผนครอบครัวไม่ดี เราอาจจะมีลูกมากเกินไป เราดูแลไม่เต็มที่  เราจะทำให้ครอบครัวมีความสุขได้อย่างไร       หากไม่มีลูกหล่ะ ครอบครัวเราจะเป็นอย่างไร และหากมีลูกคนเดียว จะเพียงพอหรือไม่
  ลูกเป็นของขวัญ ไม่ใช่เป็นภาระ หรือห่วงผูกคอ
  บางคนมีลูกหัวปี ท้ายปี จนทำให้ไม่มีเวลาในการดูแลเขาได้อย่างดี และสร้างแรงกดดัน ให้กับครอบครัวมากเกินไปและไม่ควรจะปล่อยให้มีลูก โดยที่ 
เราไม่วางแผน เพราะบางครอบครัว เมื่อไม่วางแผน พอมีลูก อาจจะทำให้รู้สึกขมขื่นเวลาเลี้ยงลูก เพราะสภาพไม่พร้อม เช่น ภรรยาต้องทิ้งหน้าที่การงาน มาเลี้ยงลูก หรือ อายุยังน้อยไม่พร้อมจะเลี้ยงลูก ฯลฯ
     แต่ละครอบครัวมีสิ่งที่เอื้ออำนวยเลี้ยงลูกไม่เท่าเทียมกัน ไม่ควรเปรียบเทียบกันกับครอบ ครัวอื่น
  ความ จำกัด อาจจะทำให้เราเลี้ยงดูไม่ได้อย่างดีเพียงพอ เราจึงต้องวางแผน ไม่ใช่เลี้ยง ตามยถากรรม จะสร้างปัญหา ให้เกิดขึ้น ทั้งในครอบครัว สังคม ประเทศชาติ
    ตัวอย่าง 4 จังหวะในการเต้นลีลาศที่ควรศึกษา
  จังหวะในการเต้นลีลาศที่ควรศึกษา  
จังหวะลีลาศทั้ง 4 จังหวะ ได้แก่ จังหวะบีกิน  จังหวะชะช่ะช่า  จังหวะวอทลซ์ และจังหวะรุมบ้า
ทั้ง4 จังหวะนี้เป็นพื้นฐานของการเต้นในจังหวะอื่นๆ ถ้าสามารถเต้น 4 จังหวะนี้ได้ก็สามารถเต้นจังหวะอื่นๆได้เช่นเดียวกัน
สามารถนำท่าเต้นลีลาศทั้ง 4 จังหวะนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพราะการเข้าสังคมส่วนใหญ่ การเต้นลีลาศก็จะเป็นอีกหน
ทางหนึ่งในการเข้าสังคมได้อย่างมีน่ามีตา แล้วนอกจากนี้ยังทำให้เกิดความสนุกสนานในการเต้นอีกด้วย
    อาหารหลัก 5 หมู่
หมู่ที่ 1 นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งและงา
  • นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งและงา เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี สามารถนำไปเสริมสร้าง ร่างกายให้เจริญเติบโตและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เสื่อมให้อยู่ในสภาพปกติ
  • ในวัยเด็ก จำเป็นอย่างนิ่งที่ต้องได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดี
  • วัยผู้ใหญ่ ควรเลือกกินโปรตีนที่สามารถย่อยง่ายและมีไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลาและเพื่อไม่ให้ ่เบื่ออาหาร ควรกินสลับกับถั่วเมล็ดแห้งบ้าง ทำให้เกิดความหลากหลายในชนิดอาหาร
     
หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล
  • ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล มีสารอาหารคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ให้พลังงาน
  • ข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือมีใยอาหาร วิตามินและ แร่ธาตุ
  • เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์มากที่สุด ควรกินสลับกับผลิตภัณฑ์จากข้าวและธัญพืชอื่น ที่ให้พลังงานเช่นเดียวกับข้าว ได้แก่ ก๋วยเตี่ยว ขนมจีน บะหมี่ วุ้นเส้น หรือแป้งต่างๆ และไม่ควรกินมากเกินความต้องการเพราะอาหารประเภทนี้ จะถูกเปลี่ยนและเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน

หมู่ที่ 3 ผักต่างๆ
  • อาหารหมู่นี้ จะให้วิตามินและเกลือแร่แก่ร่างกายช่วยเสริมสร้างทำให้ร่างกายแข็งแรงมีแรง ต้านทานเชื้อโรคและช่วยให้อวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างเป็นปกติ
  • อาหารที่สำคัญของหมู่นี้ คือ ผักต่างๆ เช่น ตำลึง ผักบุ้ง ผักกาดและผักใบเขียวอื่นๆ นอกจากนั้นยังรวมถึง พืชผักอื่นๆ เช่น มะเขือ ฟักทอง ถั่วฝักยาว เป็นต้น 
  • นอกจากนั้น อาหารหมู่นี้จะมีกากอาหารที่ถูกขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระทำให้ลำไส้้ทำงานเป็นปกติ
หมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ
  • ผลไม้ต่างๆ จะให้วิตามินและเกลือแร่  ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง มีแรงต้านทานโรคและมีกากอาหารช่วยทำให้การขับถ่ายของลำไส้เป็นปกติ 
  • อาหารที่สำคํญ ได้แก่ ผลไม้ต่างๆ เช่น กล้วย มะละกอ ส้ม มังคุด ลำไย เป็นต้น
หมู่ที่ 5 ไขมันและน้ำมัน
  • ไขมันและน้ำมัน จะให้สารอาหารประเภทไขมันมาก จะให้พลังงานแก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตร่างกายจะสะสมพลังงานที่ได้ไว้ใต้ผิวหนังตามส่วน ต่างๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณสะโพก ต้นขา เป็นต้น 
  • ไขมันที่สะสมไว้เหล่านี้จะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและให้พลังงานที่สะสมไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็นระยะยาว อาหารที่สำคัญ ได้แก่
    - ไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู รวมทั้้งไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อสัตว์ต่างๆด้วย
    - ไขมันที่ได้จากพืช เข่น กะทิ น้ำมันรำ น้ำนมถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม เป็นต้น
     15 ปัญหาวัยรุ่น
1.การใช้ความรุนแรง ความหมายของคำว่า Violence หรือ ความรุนแรง หมายถึง การกระทำที่มีหรือส่อว่ามี เจตนาที่จะกระทำให้บุคคลอื่นหรือกลุ่มบุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บ การบาดเจ็บนี้อาจเนื่องมาจากการทำร้ายร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  บทบาทของเด็กวัยรุ่นนั้นในความรุนแรงนั้น อาจจะเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำ ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาสปัจจัยสิ่งแวดล้อม ฯลฯ  จากการศึกษาพบว่าเด็กวัยรุ่นจะตกเป็นผู้ถูกกระทำ(ถูกทำร้าย)เป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่  และในปัจจุบันพบว่าเด็กที่ถูกทำร้ายและทำร้ายผู้อื่นจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ และผู้ชายโดยทั่วไปแล้วจะเป็นทั้งผู้ทำร้ายและผู้ถูกทำร้ายสูงกว่าเด็กผู้หญิง ยกเว้นบางกรณีเรื่องทางเพศ กลุ่มเด็กผู้หญิงจะเป็นผู้ถูกกระทำสูงกว่าเพศชาย และที่น่าสนใจก็คือ เด็กที่ถูกทำร้ายคนที่เป็นผู้กระทำมักจะเป็นคนใกล้ชิดและมักจะเป็นคนในครอบครัว และสาเหตุการตายความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นมักจะเป็นสาเหตุจากการใช้อาวุธปืนเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง 

    สุขบัญญัติ 10 ประการ

สุขบัญญัติ 10 ประการ
๑. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
  - อาบน้ำให้สะอาดทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๑ ครั้ง
  - สระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง
  - ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ
 ๒. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกวิธี
  - แปรงฟันทุกวันอย่างถูกวิธี อย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง เวลาเช้า และก่อนนอน
  - เลือกใช้ยาสีฟันและฟลูออไรด์
  - หลีกเลี่ยงการกินลูกอม ลูกกวาด ท็อฟฟี่ หรือขนมหวานเหนียว
๓. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย
  - ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนและหลังการเตรียม ปรุง และรับประทานอาหาร
  - ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังการขับถ่าย
๔. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
  - เลือกซื้ออาหารสด สะอาด ปลอดสารพิษ โดยคำนึงถึงหลัก ๓ ป คือ ประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัด
  - ปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และใช้เครื่องปรุงรสที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงหลัก ๓ ส คือ สงวนคุณค่า สุกเสมอ สะอาดปลอดภัย 
๕. งดสูบบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
  - งดสูบบุหรี่
  - งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  - ไม่เสพสารเสพย์ติดทุกประเภท
  - งดเล่นการพนันทุกชนิด
  - งดการสำส่อนทางเพศ
๖. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
  - ทุกคนในครอบครัว ช่วยกันทำงานบ้าน
  - ปรึกษาหารือ และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
  - เผื่อแผ่น้ำใจให้กันและกัน
  - ทำบุญ และได้ทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน
๗. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
  - ระมัดระวังในการป้องกันอุบัติภัยภายในบ้าน เช่น ไฟฟ้า เตาแก๊ส ของมีคม จุดธูปเทียนบูชาพระ และไม้ขีดไฟ เป็นต้น
  - ระมัดระวังในการป้องกันอุบัติภัยในที่สาธารณะ เช่น ปฏิบัติตามกฏแห่งความปลอดภัยจากการจราจรทางบก ทางน้ำ ป้องกันอันตรายจากโรงฝึกงาน ห้องปฏิบัติการ เขตก่อสร้าง หลีกเลี่ยงการชุมนุมห้อมล้อม ในขณะเกิดอุบัติภัย
๘. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
  - ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง
  - ออกกำลังกายและเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและวัย
  - ตรวจสุขภาพประจำปี
๙. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
  - พักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอ
  - จัดสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้าน และที่ทำงานให้น่าอยู่ หรือน่าทำงาน
  - มองโลกในแง่ดี ให้อภัย และยอมรับในข้อบกพร่องของคนอื่น
  - เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ ควรหาทางผ่อนคลาย
  ๑๐. มีสำนึกต่อส่วนรวมร่วมสร้างสรรค์สังคม
  - มีการกำจัดขยะในบ้าน และทิ้งขยะในที่รองรับ
  - หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โฟม พลาสติก 
สเปรย์ เป็นต้น
  - มีและใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
  - มีการกำจัดน้ำทิ้งในครัวเรือนและโรงเรียนด้วยวิธีที่ถูกต้อง
  - ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
  - อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ชุมชน ป่า น้ำ และสัตว์ป่า เป็นต้น

    กฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของไทยในปัจจุบันมีจำนวนหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับมีอำนาจและหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่แตก ต่างกัน โดยมีหน่วยงานราชการทำหน้าที่ในการบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานราชการดังกล่าวกระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

    แบบฝึกการโหม่งบอล
แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นฟุตบอล
( 1 ) ชื่อเรื่อง          การโหม่งลูกฟุตบอล
( 2 ) สาระสำคัญ      การโหม่งลูกฟุตบอล  เป็นทักษะหนึ่งในการเล่นฟุตบอล  ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งการส่งลูก  การหยุดลูก 
การยิงประตู  หรือสกัดกั้น  โดยการกระโดดโหม่งกับฝ่ายตรงข้าม
( 3 ) วัตถุประสงค์    เพื่อให้นักเรียนรู้และสามารถโหม่งลูกฟุตบอลแบบต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
( 4 ) เป้าหมาย       นักเรียนทุกคนสามารถโหม่งลูกฟุตบอลแบบต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
( 5 ) การประเมินผลก่อนฝึก        ทดสอบความสามารถปฏิบัติการโหม่งลูกฟุตบอลตกลงในวงกลมที่กำหนด
( 6 ) คำชี้แจง        1.  ให้นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่อง การโหม่งลูกฟุตบอล
2.  ครู นักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุปและสาธิตการโหม่งลูกฟุตบอลแบบต่างๆ
3.  ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติการโหม่งลูกฟุตบอล ตามลำดับขั้นตอน 

    สุขบัญญัติ 10 ประการ

สุขบัญญัติิ คือ ข้อกำหนดที่เด็กและเยาวชนตลอดจนประชาชน ทั่วไปพึงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นสุขนิสัยเพื่อให้มีสุขภาพดี ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมดังนั้น การส่งเสริมสุขบัญญัติแห่งชาติ ิจึงเป็นกลวิธีหนึ่งในการสร้างเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพ ที่พึงประสงค์ เพื่อให้เยาวชน และประชาชนปฏิบัติ..เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดี  1. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด
2. รักษาฟันให้แข็งแรงและแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
3. ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังขับถ่าย
4. กินอาหารสุกสะอาดปราศจากอันตรายและหลีกเลี่ยง อาหารรสจัดสีฉูดฉาด
5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติดการพนันและการสำส่อนทางเพศ
6. สร้างความสำพันธ์ภายในครอบครัวให้อบอุ่น
7. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
8. ออกกำลังกายสมำเสมอและตรวจสุขภาพประจำปี
9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม 

ประวัติศาสตร์

ศึกษา วิเคราะห์ความสำคัญของเวลาในการศึกษาประวัติศาสตร์  ตัวอย่างการใช้เวลา  (ทั้งระบบสุริยคติและจันทรคติ)  ช่วงเวลา  (เช่น  ทศวรรษ  ศตวรรษ  สหัสวรรษ)  และยุคสมัยที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ไทย  (สมัยก่อนประวัติศาสตร์  สมัยประวัติศาสตร์)  ศึกษาที่มาของศักราช  ตัวอย่างการใช้ศักราช และวิธีการเทียบศักราชตามระบบต่าง ๆ ที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์ไทย  ได้แก่  พ.ศ. / ค.ศ. / จ.ศ. / ม.ศ. / ร.ศ. โดยใช้ทักษะของการสังเกต  การสำรวจ  การคำนวณ  การเปรียบเทียบ  ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์  (ว่ามีเรื่องใด  เกิดขึ้นเมื่อไร  ที่ไหน  เหตุการณ์ใดเกิดก่อน  เหตุการณ์ใดเกิดหลัง  เหตุการณ์ใดเป็นเหตุ  เหตุการณ์ใดเป็นผล และทำไมจึงเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น)  เข้าใจความสัมพันธ์และความสำคัญของอดีตที่มีต่อปัจจุบันและอนาคต
                ศึกษาความหมาย ความสำคัญของประวัติศาสตร์และวิธีการทางประวัติศาสตร์ นำวิธีการทางประวัติศาสตร์สืบค้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไทยที่มีอู่ในท้องถิ่นตนเอง (สมัยใดก็ได้เช่นสมัยก่อนประวัติศาสตร์  สมัยก่อนสุโขทัย  สมัยสุโขทัย  สมัยอยุธยา  สมัยธนบุรี  สมัยรัตนโกสินทร์)  ตัวอย่างการวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยสุโขทัย  ทั้งหลักฐานชั้นต้น  และหลักฐานชั้นรอง  โดยใช้ทักษะการวิเคราะห์  การตีความ  การแยกแยะ การวินิจฉัย การสร้างความรู้ใหม่ การให้เหตุผล  การสำรวจ  การรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์ในการดำเนินชีวิต  สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์สืบค้นเรื่องราวในท้องถิ่นของตนเอง (ความรู้ใหม่ที่ตนสืบค้นได้)  และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยในสมัยสุโขทัยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
                ศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สมัยก่อนสุโขทัย ในดินแดนไทยโดยสังเขป ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  และสมัยประวัติศาสตร์   เกี่ยวกับรัฐโบราณในดินแดนไทย   เช่น  ฟูนัน  ศรีวิชัย  ตามพรลิงค์  ทวารวดี  รัฐไทยในดินแดนไทยในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่  18  เช่น  ละโว้  หริภุญชัย  นครศรีธรรมราช และพัฒนาการของรัฐไทยในสมัยสุโขทัยในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการสถาปนาอาณาจักร  ปัจจัยที่ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองทั้งปัจจัยภายในและภายนอก พัฒนาการด้านการเมือง การปกครอง  เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  รวมทั้งความเสื่อมของอาณาจักรสุโขทัย  ศึกษาวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยสมัยสุโขทัย ได้แก่  ภาษา  วรรณกรรม  ประเพณี  ศิลปกรรม  ประเพณี  ศิลปกรรม  การชลประทาน  เครื่องสังคโลก  ประวัติและผลงานของบุคคลสำคัญ  อิทธิพลของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสมัยสุโขทัยที่มีต่อสังคมไทยในปัจจุบัน โดยใช้ทักษะการรวบรวมหลักฐาน การตรวจสอบข้อเท็จจริง  การวิเคราะห์  การวิพากษ์ข้อมูล  การตีความ  การใช้เหตุผล  การสังเคราะห์  การนำเสนอด้วยวิธีการต่าง ๆ (เช่นการทำผังความคิด การจัดนิทรรศการ)  ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย  เห็นแบบอย่างการกระทำความดีของบรรพบุรุษที่ได้ปกป้องชาติด้วยความเสียสละ เกิดความรัก ความภูมิใจในชาติ  วัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาไทย     
                ศึกษาปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ส่งผลต่อพัฒนาการของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   รวมทั้งพัฒนาการทางด้านสังคม   เศรษฐกิจ   การเมือง  การปกครองของประเทศต่าง ๆ  ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และความร่วมมือของประเทศสมาชิกในการรวบรวมกลุ่มเป็นสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ศึกษาความสำคัญของแหล่งอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม  อิทธิพลของอารยธรรมโบราณในดินแดนไทยที่มีต่อพัฒนาการของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยใช้ทักษะการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์  การสังเคราะห์ข้อมูล  ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติที่มีความเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และผลกระทบที่มีต่อสังคมไทย  เข้าใจ  และอยู่ร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพไทย

ความขัดแย้ง กองทัพไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้มีความขัดแย้งมาตลอด ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค สงครามสยาม-ฝรั่งเศส  (1893) เกิดขึ้น...